Untitled Document ซี.พี.เกษตรตะวันแดง
  หน้าแรก อุปกรณ์การทำสวนยาง

E-mail: 
Password:  
 
Untitled Document
thai | english
       หน้าแรก
       เกี่ยวกับเรา
       ติดต่อเรา
       ข่าวประชาสัมพันธ์
       สาระน่ารู้
       Picture Gallery
       กระดานสนทนา
 
      ใบสมัครตัวแทนจำหน่าย
      ดาวน์โหลดรายการสินค้า
      ดาวน์โหลดใบจองกล้าปาล์ม
      ดาวน์โหลดใบจองกล้ายาง
     อุปกรณ์ยางพารา/ อุปกรณ์สวนยาง
     อุปกรณ์การทำสวนปาล์ม
     ปุ๋ยอินทรีย์ตะวันแดง
     เครื่องจักรกลการเกษตร
     กล้าไม้โตเร็ว
     ต้นกล้ายางพารา พันธ์ 600,251,235 จากปักษ์ใต้
     ต้นกล้าปาล์มน้ำมันลูกผสมเทเนอร่า DxP ควบคุมคุณภาพโดย ซีพี.เกษตรตะวันแดง
     ฮอร์โมนพืช ไคโตซาน
     อุปกรณ์การเกษตรทั่วไป
     ธาตุอาหารพืช
     ยาป้องกันเชื้อรา และโรครากเน่าโคนเน่า
     ปุ๋ยเคมี
     ขี้เลื่อยยางพารา
     ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเกษตรกร
 
 
   สาระน่ารู้
สารอาหารรองก้นหลุม ปุ๋ยรองก้นหลุม ปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุม
สั่งลุยโครงการยาง 8 แสนไร่
โรคยางพาราและแมลงศัตรูยางพารา
วิธีการปลูกยางพารา
รู้จัก ปาล์มน้ำมัน พืชเศรษฐกิจภาคใต้
ประวัติการทำสวนยางพารา
 
 
ปุ๋ยตราตะวันแดง
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
องค์การสวนยาง
       www.sanook.com
       www.yahoo.com
       สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำยางพารา
       จังหวัดกระบี่
       จับตากล้ายาง ราคาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
       ผลิตและจำหน่ายกล้ายางส่งทั่วประเทศ
       ผลิตและจำหน่ายจอกยาง
ธุรกิจปาล์มน้ำมันหลังก้าวเข้าสู่ AEC 


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 


      ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชที่มีความสำคัญต่อประเทศ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ รวมถึงการช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร และด้านพลังงานของ ประเทศ ปัจจุบัน แม้ว่าไทยจะสามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศในด้านต่างๆ แต่จากโครงสร้างการผลิตที่ส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้การผลิตน้ำมันปาล์มของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่าประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งนับว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญที่จะมีผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทย หากไทยก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอัตราภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มของไทยจะลดลงเหลือร้อยละ 0 ตั้งแต่ปี 2553 แต่ปัจจุบันไทยยังคงมีมาตรการควบคุมการนำเข้านำมันปาล์ม โดยกำหนดให้น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตนำเข้า เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศ ซึ่งจะช่วยชะลอผลกระทบ และยังคงมีระยะเวลาให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวเพื่อลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพในการผลิตน้ำมันปาล์มให้สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ในอาเซียนได้ภายหลังจากที่ก้าวเข้าสู่ AEC ในปี 2558 



      ส่วนทางด้านของปริมาณผลผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศ ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 ผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยการใช้น้ำมัน ปาล์มสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ 

      • ใช้เพื่อการบริโภค (ร้อยละ 60) ทั้งในรูปแบบของน้ำมันพืชที่ใช้ในการประกอบอาหาร และใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เช่น ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมข้นหวาน ครีมและเนยเทียม ทั้งนี้ น้ำมันปาล์มนับว่าเป็นน้ำมันพืชที่มีการใช้บริโภคมากที่สุดในประเทศ คิดเป็นร้อยละ 65 ของมูลค่าตลาดน้ำมันพืชทั้งหมด เนื่องจากน้ำมันปาล์มมีราคาที่ค่อนข้างถูกหากเทียบ 




      ส่วนทางด้านของปริมาณผลผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศ ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 ผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยการใช้น้ำมัน ปาล์มสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ 

      • ใช้เพื่อการบริโภค (ร้อยละ 60) ทั้งในรูปแบบของน้ำมันพืชที่ใช้ในการประกอบอาหาร และใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เช่น ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมข้นหวาน ครีมและเนยเทียม ทั้งนี้ น้ำมันปาล์มนับว่าเป็นน้ำมันพืชที่มีการใช้บริโภคมากที่สุดในประเทศ คิดเป็นร้อยละ 65 ของมูลค่าตลาดน้ำมันพืชทั้งหมด เนื่องจากน้ำมันปาล์มมีราคาที่ค่อนข้างถูกหากเทียบกับน้ำมันพืชประเภทอื่น ประกอบกับคุณสมบัติที่เหมาะในการประกอบอาหารประเภททอด และไม่ทำให้อาหารมีกลิ่นหืน จึงทำให้คนส่วนใหญ่นิยมเลือกบริโภคน้ำมันปาล์มกับน้ำมันพืชประเภทอื่น ประกอบกับคุณสมบัติที่เหมาะในการประกอบอาหารประเภททอด และไม่ทำให้อาหารมีกลิ่นหืน จึงทำให้คนส่วนใหญ่นิยมเลือกบริโภคน้ำมันปาล์ม
  • ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานทดแทน ที่เรียกว่าไบโอดีเซล (ร้อยละ 28) เพื่อช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซล เพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ อีกทั้งยังจะช่วยลดปัญหาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา สัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์มในภาคพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จากร้อยละ 21 ในปี 2551 เพิ่มเป็นร้อยละ 28 ในปี 2554 และสำหรับในปี 2555 คาดว่าการใช้น้ำมันปาล์มในภาคพลังงานจะยังคงมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 35-40 ของการใช้น้ำมันปาล์มทั้งหมด 

      • ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ (ร้อยละ 13) เช่น สบู่ ผงซักฟอก เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ต่างๆ และอาหารสัตว์ 

      สำหรับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในปี 2555 แม้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะมีการคาดการณ์ว่าน้ำมันปาล์มดิบที่ผลิตได้จะมีปริมาณ มากกว่า 1.9 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-7 แต่ในช่วง 8 เดือนแรกที่ผ่านมา ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคยังคงเผชิญปัญหาน้ำมันพืชบรรจุขวดที่วางจำหน่ายไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในบางช่วง โดยมีสาเหตุหลักมาจากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการใช้ผลิตพลังงานทดแทน ประกอบกับปริมาณผลผลิตปาล์มในช่วงที่ผ่าน มาออกสู่ตลาดน้อยลงกว่าช่วงปกติ เพราะเป็นช่วงนอกฤดูกาลผลิตและประสบปัญหาสภาพอากาศร้อนแล้งเมื่อช่วงต้นปี นอกจากนี้ ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกา (สหรัฐฯ บราซิล อาร์เจนตินา) กดดันให้ราคาน้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์มในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจูงใจให้การส่งออกน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ในช่วง 6 เดือนแรก ของปี 2555 ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 364 และร้อยละ 92.3 ตามลำดับ 

      จากปัญหาน้ำมันพืชขาดตลาดที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุญาตการนำเข้าน้ำมันปาล์มปริมาณ 4 หมื่นตัน สำหรับใช้ในการผลิตน้ำมัน ปาล์มบรรจุขวด เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำมันปาล์มขาดตลาดและชะลอการปรับขึ้นราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดที่กำหนดเพดานไว้ที่ 42 บาทต่อขวด (1 ลิตร) ในขณะที่ทางกรมพัฒนาธุรกิจ พลังงานต้องประกาศปรับลดสัดส่วนในการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ บี 100 ในการผลิตไบโอดีเซล เหลือร้อยละ 3.5-5 ต่อน้ำมันดีเซล 1 ลิตร (จากเดิมร้อยละ 4.5-5) เพื่อลดการใช้น้ำมันปาล์มดิบ ในการผลิตพลังงานทดแทน และมีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ อย่างไรก็ตาม สำหรับปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มที่ออกสู่ตลาดในระยะถัดไป ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงต่างๆ คือ ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ แนวโน้มราคาพืชน้ำมันและน้ำมันพืชในตลาดโลก ยังคงเผชิญปัญหาภัยแล้งในทวีปอเมริกา รวมถึงมาตรการนโยบายภาครัฐต่างๆ เช่น การส่งเสริมการผลิต และการใช้พลังงานทดแทน (ไบโอดีเซล) และมาตรการชะลอการปรับขึ้นของค่าครองชีพและราคาสินค้า ซึ่งรวมไปถึงการควบคุมราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันพืชบรรจุขวดขนาด 1 ลิตร
ผลกระทบจากการก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ต่ออุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
      อาเซียนเป็นแหล่งผลิตน้ำมันปาล์มหลักของโลก ซึ่งมีประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย เป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ โดยผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบที่ผลิตได้ในปี 2555 มีปริมาณประมาณ 27 ล้านตัน และ 18 ล้านตัน1 หรือมีปริมาณผลผลิตรวมกันกว่าร้อยละ 87 ของปริมาณผลผลิตน้ำมันปาล์มทั้งหมด ส่วนประเทศไทยเป็นผู้ผลิตที่สำคัญอันดับสาม แต่ปริมาณน้ำมันปาล์มดิบที่ผลิตได้น้อยมากหากเทียบกับประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยที่ไทยผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 1.9 ล้านตัน2 หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 3.3 ของปริมาณผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบทั้งหมด ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ปริมาณน้ำมันปาล์มดิบที่ไทยผลิตได้ส่วนใหญ่มีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภค และการใช้เพื่อการผลิตพลังงานทดแทน ยกเว้น บางปีที่เผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากสภาพอากาศ จนทำให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันปาล์มเพื่อใช้ในการบริโภค 



      สำหรับการเปิดเสรีสินค้าน้ำมันปาล์มภายใต้กรอบอาเซียน แม้ว่าไทยจะทยอยปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าน้ำมันปาล์มให้แก่ประเทศสมาชิกอาเซียนจนเหลือ ร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 แต่ปัจจุบันการนำเข้าน้ำมันปาล์มของไทย ยังคงต้องมีการขออนุญาตนำเข้า (Import license) และจะได้รับอนุญาตให้นำเข้าได้ตามความเหมาะสมของ สถานการณ์3อย่างไรก็ตาม การก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งไทย ต้องทยอยปรับลด/เลิกมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีต่างๆ เพื่อให้สินค้าและบริการมีการเคลื่อนย้ายอย่างเสรี ซึ่งข้อผูกพันดังกล่าว สร้างความกังวลอย่างมากต่อเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมันปาล์ม เนื่องจากการผลิตน้ำมันปาล์มของไทยยังมีจุดอ่อนทางด้านศักยภาพการผลิต หากเทียบกับผู้ผลิตรายใหญ่อย่างเช่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย กล่าวคือ 




      • การเพาะปลูกปาล์มน้ำมันของไทยยังคงได้ปริมาณผลผลิตค่อนข้างต่ำ ประมาณ 14.47 ตัน/เฮกเตอร์ ในขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซีย ได้ผลผลิต ประมาณ 16.76 และ 21.90 ตัน/เฮกเตอร์ 

      • อัตราการให้น้ำมันของผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยประมาณร้อยละ 15.7 ในขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซีย มีอัตราที่สูงถึงร้อยละ 22 และ 19.4 ตามลำดับ 

      สาเหตุสำคัญที่ทำให้การผลิตปาล์มน้ำมันของประเทศผู้ผลิตทั้งสองมีศักยภาพการผลิตที่สูงกว่าไทย มาจากทั้งสองมีพื้นที่การเพาะปลูกปาล์มที่มี ขนาดใหญ่ มีการปลูกปาล์มน้ำมันแบบครบวงจรทำให้สามารถวางแผนการผลิตและควบคุมต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเลเซีย ซึ่งมีศักยภาพการผลิตสูงสุด การเพาะปลูกปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของเกษตรกรรายใหญ่ (ร้อยละ 60) และผู้ผลิตปาล์มในรูปแบบสหกรณ์หรือนิคมกว่าร้อยละ 30.5 ส่วนที่เหลือเพียงร้อยละ 9.5 เป็นเกษตรกรรายย่อย ที่ มีพื้นที่การเพาะปลูกประมาณ 250 ไร่ต่อราย ซึ่งแตกต่างกับเกษตรกรรายย่อยของไทยที่มีจำนวนมากถึงร้อยละ 60 และมีพื้นที่เพาะปลูกไม่เกินรายละ 25 ไร่ นอกจากนี้ โรงสกัดและบีบน้ำมัน ของมาเลเซียและอินโดนีเซีย เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตมาก และยังมีการสกัดน้ำมันแยกระหว่างเนื้อปาล์มและเนื้อในเมล็ดปาล์ม (palm Kernel) ซึ่งจะช่วยให้อัตราการให้น้ำมันมีมากขึ้นกว่าการสกัดรวมผลปาล์มน้ำมันทั้งผล 




      ทั้งนี้ จุดอ่อนทางด้านศักยภาพการผลิตปาล์มน้ำมันของไทย ส่งผลให้ไทยมีต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์ม และราคาน้ำมันปาล์มสูงกว่า หากเทียบกับ ราคาของมาเลเซียที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก โดยราคาเฉลี่ยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2553 – 2555) น้ำมันปาล์มดิบของไทยสูงกว่าราคาของมาเลเซียประมาณร้อยละ 8 และ ราคาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ของไทยสูงกว่ามาเลเซียถึงร้อยละ 14.3 ดังนั้น หากในอนาคตภายหลังจากที่ไทยก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และจำเป็นต้องลด/ยกเลิกข้อจำกัดที่ไม่ ใช่ภาษี ในเรื่องของการขออนุญาตนำเข้าน้ำมันปาล์ม อาจส่งผลให้น้ำมันปาล์มจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่มีข้อได้เปรียบทางด้านราคา มีการนำเข้ามาในประเทศ และมาแข่งขันกับน้ำมัน ปาล์มในประเทศมากขึ้น ถ้าหากเป็นเช่นนี้ อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ อาจจะได้รับผลกระทบ ดังต่อไปนี้ 


ด้านผู้ผลิต
เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่เป็นลูกไร่ของโรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ จะได้รับผลกระทบน้อยกว่าเกษตรกรผู้ปลูกน้ำมันปาล์มอิสระ เนื่องจากผลปาล์มน้ำมันที่ผลิตได้มีตลาดรองรับที่แน่นอน
โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ อาจเผชิญการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรงจากน้ำมันปาล์มดิบที่นำเข้าจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย ทั้งนี้ โรงสกัดที่อาจได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ โรงสกัดที่ไม่ได้เป็นบริษัทเครือข่าย หรือไม่ได้ เป็นพันธมิตรกับโรงงานกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงสกัดรายย่อยขนาดเล็กที่มีกำลังการผลิตไม่มาก และมีต้นทุนในการสกัดสูงกว่าโรงสกัดขนาดใหญ่
โรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ อาจมีทางเลือกมากขึ้น ในการจัดหาวัตถุดิบในการผลิตที่มีราคาถูกจากการนำเข้า ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของน้ำมันปาล์มดิบ หรือน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ เพื่อใช้ผลิตน้ำมันปาล์มสำหรับการบริโภค และการใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ขณะเดียวกัน อาจเผชิญการแข่งขันกับน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคหรืออุตสาหกรรมต่อเนื่องโดยตรง ทั้งนี้ น้ำมันปาล์มบรรจุขวดที่ใช้บริโภคในภาคครัวเรือนอาจจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ที่นำเข้ามาจากมาเลเซียและอินโดนีเซียมีสีค่อนข้างแดงและขุ่น แต่ผู้บริโภคไทย นิยมเลือกใช้น้ำมันปาล์มที่มีสีเหลืองใส
ด้านผู้บริโภค
อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้น้ำมันปาล์ม อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้น้ำมันปาล์มในประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงการผลิตไบโอดีเซล จะได้รับประโยชน์จากการนำเข้าน้ำมันปาล์ม รวมถึงการปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพใน การผลิตของโรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มในประเทศ ซึ่งจะช่วยทำให้ต้นทุนการใช้น้ำมันปาล์มในอุตสาหกรรมลดลง
ผู้บริโภคในประเทศ จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มราคาน้ำมันปาล์มในประเทศที่ลดลง จากการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการในและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้น้ำมันปาล์มบรรจุขวด สินค้าที่ใช้น้ำมันปาล์ม รวมถึงไบโอดีเซล มีราคาลดลง นอกจากนี้ กรณีที่ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ การนำเข้าจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลนในประเทศได้

      อย่างไรก็ตาม ผลกระทบภายหลังจากการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะมีผลกระทบมากหรือน้อยเพียง ใดนั้น ขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญต่างๆ ได้แก่ แนวโน้มความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มในตลาดโลก สถานการณ์การผลิตน้ำมันปาล์มของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ทั้งนี้ หากความต้องการบริโภคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หรือปริมาณผลผลิตน้ำมันปาล์มที่ออกสู่ตลาดโลกน้อยลง จะผลักดันให้ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้ส่วนต่างราคา น้ำมันปาล์มในประเทศและต่างประเทศลดลง หรือใกล้เคียงกัน จนส่งผลให้ความต้องการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศลดลง 


 แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการเพื่อรองรับผลกระทบจาก AEC

      จากผลกระทบที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น ทำให้เกษตรกร และผู้ประกอบการในธุรกิจน้ำมันปาล์มจำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันปาล์ม ของไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ในระดับเกษตรกรผู้ปลูก โรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ โดยเน้นการลดต้นทุน และเพิ่มปริมาณผลผลิตที่ได้จากการผลิต เพื่อให้ราคาจำหน่ายสามารถแข่งขันได้กับน้ำมันปาล์มน้ำเข้า ดังนี้ 

      • เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการเพาะปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง เช่น การเลือกพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมทั้งทาง ด้านภูมิประเทศ (ใกล้แหล่งน้ำ สภาพดินร่วนปนดินเหนียว) และสภาพภูมิอากาศ (อากาศชุ่มชื้น มีฝนตกชุก มีช่วงฤดูแล้งสั้น มีอุณหภูมิประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส) รวมถึงการคัดเลือกพันธุ์ ในการเพาะปลูกที่มีอัตราการให้น้ำมันสูง การศึกษาระยะเวลาในการใส่ปุ๋ยและประเภทของปุ๋ยที่ใส่ในแต่ละช่วงอายุของต้นปาล์ม การตัดแต่งทางใบ ตลอดจน การวางแผนเพาะปลูกปาล์มน้ำมันทดแทนต้นเก่าที่มีอายุมากซึ่งจะให้ปริมาณผลผลิตลดลง 

      • โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ควรเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพในการรวบรวมวัตถุดิบ (ผลปาล์มน้ำมัน) และการสกัดน้ำมันปาล์มเพื่อให้อัตราการให้น้ำมัน เพิ่มขึ้น โดยอาจพัฒนาการสกัดน้ำมันแยกระหว่างเนื้อในปาล์มและเนื้อปาล์ม สำหรับโรงสกัดที่มีขนาดใหญ่อาจหาแนวทางในการลดต้นทุนการผลิต โดยการนำของเศษปาล์มที่เหลือ จากกระบวนการสกัด (by product) เช่น กะลาปาล์ม ทะลายปาล์ม เส้นใยปาล์ม ไปผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในโรงงาน อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนในการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ของปาล์มอีกด้วย 

      • โรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ นอกจากที่ผู้ประกอบการควรจะเพิ่มประสิทธิภาพในการกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์แล้ว ควรเน้นการบริหารจัดด้านการขนส่งสินค้า (น้ำมันปาล์ม) ไปยังคลังสินค้าของผู้ค้าปลีกรายใหญ่และโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันปาล์มในการผลิต เพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง ซึ่งปัจจุบันนับว่ามีต้นทุนในส่วนนี้สูงถึงประมาณ ร้อยละ 20 

      นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทั้งโรงกลั่น โรงสกัด รวมถึงสมาคมและสหกรณ์การเกษตรในระดับท้องถิ่นต่างๆ ควรติดตามสถานการณ์การผลิต การจำหน่ายและราคา และความต้องการน้ำมันปาล์มในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการผลิต การตั้งราคา และการกระจายสินค้าไปสู่ตลาด รวมถึงการศึกษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการที่สามารถช่วยบรรเทา/ลดผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรีการค้าสินค้าเกษตร คือ มาตรการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure: SG) ตามข้อผูกพันไว้กับ WTO ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศผู้นำเข้า (ที่ได้รับผลกระทบ) สามารถใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ได้รับความเสียหาย หรือมีแนวโน้มที่จะได้ รับความเสียหายจากการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าปกติ 

      โดยสรุป ปัจจุบัน น้ำมันปาล์มเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ไทยยังคงใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยระบุให้การนำเข้าน้ำมันปาล์มจะต้องมีการขออนุญาตนำเข้า (Import License) ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ โดยในการที่ไทยจะก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หนึ่งในข้อผูกพัน จะต้องลด/ขจัดมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีที่ใช้ในประเทศ ซึ่งหากไทยจำเป็นต้องยกเลิกมาตรการขออนุญาตนำเข้า จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะทางด้านของผู้ผลิต ได้แก่ เกษตรกร โรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ เนื่องจากการผลิตน้ำมันปาล์มของไทยในปัจจุบัน ยังมีจุดอ่อนทางด้านต้นทุนการผลิต ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศสูง กว่าประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อย่างเช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งอาจส่งผลให้น้ำมันปาล์มจากประเทศดังกล่าวเข้ามาแข่งขันกับน้ำมันปาล์มในประเทศมากขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการแข่งขันของผู้ผลิต ที่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์ม รวมถึงสินค้าที่ใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบราคามีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตาม การเตรียมรับมือกับการก้าวเข้าสู่การเป็น AEC ในอนาคตเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับกลุ่มผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ เกษตรกรและผู้ประกอบการควรเร่งแนวทางเพื่อลดต้นทุนการผลิต ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้น้ำมันปาล์มไทยสามารถแข่งขันได้ในอาเซียน 



------------------------------------------
1 ข้อมูลจาก Oilseeds: World Markets and Trade
2 ช้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
3 มาตรการนำเข้า-ส่งออกสินค้าของไทย (กรมการค้าต่างประเทศ) 
 
 
 
Untitled Document เว็บไซต์ในเครือสยามอะโกรกรุ๊ป : สยามอะโกร.คอม | กล้ายาง.คอม | สยามปาล์ม.คอม |
บริษัท ซี.พี. เกษตรตะวันแดง อินเตอร์เทรด จำกัด
โทร: 089-7800515,075-520442
fax. 075-520442